Psychodynamic Theory

Psychobold textdynamic theory

Psychodynamic theory หรือ Psychoanalytic theory ถูกพัฒนาขึ้นโดย Sigmund Freud (1856 -1939) บางครั้งจึงถูกเรียกว่า Freudian theory ซึ่งถึงแม้ว่าในระยะหลังจะมีการศึกษาเพิ่มเติมและมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในทฤษฎีนี้ในบางส่วน แต่ทฤษฎีนี้ก็จัดเป็นทฤษฎีที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุด และสามารถอธิบายโรคกลุ่มวิตกกังวล (neurosis) ได้เป็นอย่างดี หลักพื้นฐานของทฤษฎีนี้ได้แก่

1. ระดับการรับรู้ของจิตใจ (Topographic model)

a. จิตสำนึก ( the conscious)
เป็นส่วนของจิตใจที่การรับรู้สิ่งเร้าจากทั้งภายนอกหรือภายใน (ทั้งร่างกายและจิตใจ) ถูกนำขึ้นสู่การตระหนักรู้ (awareness)

b. จิตก่อนสำนึก ( the preconscious)
ส่วนของจิตใจที่โดยทั่วไปไม่ถูกตระหนักถึง แต่หากตั้งใจก็สามารถนำขึ้นสู่จิตสำนึกได้ เช่น ชื่อของครูสมัยอยู่ประถม ซึ่งโดยหลักการแล้ว preconscious จะอยู่ระหว่าง unconscious และ conscious โดยจะขึ้นสู่ conscious ง่ายขึ้นถ้ามีคำใบ้

c. จิตไร้สำนึก ( the unconscious)
เป็นส่วนของจิตใจที่บุคคลไม่ตระหนักถึง ในทางจิตเวชมีการพยายามศึกษาถึงส่วนที่อยู่ในจิตไร้สำนึกโดยการใช้เทคนิค free association (แพทย์ให้ผู้ป่วยเล่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในความคิดออกมา) และการสะกดจิต นอกจากนี้จิตใจในส่วนจิตไร้สำนึกนี้อาจออกมาในรูปของความฝันและการพลั้งปาก (slip of tongue หรือ Freudian’s slip)

Untitled-12365.jpg

ฟรอยด์มองว่าระดับของจิตใจเปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งจิตไร้สำนึก ( unconscious) ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นนั้น เปรียบเสมือนก้อนภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ แม้จะไม่เห็นแต่เป็นส่วนที่มีปริมาณมากและเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ต่อมา ฟรอยด์พบว่า Topographic theory มีข้อจำกัดคือ ผู้ป่วยหลายคนมี defense mechanism ที่ป้องกันไม่ให้ความปรารถนา อารมณ์ หรือ ความคิดที่ไม่เป็นที่ยอมรับขึ้นมาสู่ consciousness ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึกซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนใหญ่ของจิตใจจำเป็นต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้ได้รับความนิยมน้อยลงในปัจจุบัน

2. โครงสร้างของจิตใจ (Structural model)

ทฤษฏีนี้มองว่าจิตใจแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามหน้าที่ที่แตกต่างกัน

a. Id: เป็นส่วนของจิตใจที่มีแรงขับ (instinctual drive) ที่ไม่เป็นระเบียบอยู่ แบ่งออกเป็น แรงขับทางเพศ (sexual drive) และแรงขับทางความก้าวร้าว (aggressive drive) Id จะอยู่ในจิตไร้สำนึกเท่านั้น ทำให้ถูกจัดการโดย primary process เป็นหลัก นั่นคือไม่สามารถที่จะรอคอยหรือปรับเปลี่ยนความต้องการให้เป็นรูปแบบที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมอง id ว่า หมายความถึง unconscious เนื่องจากทั้ง ego และ superego ก็มีส่วนที่อยู่ใน unconscious เช่นกัน

b. Ego เป็นส่วนของจิตใจที่อยู่ทั้งสามระดับของจิตใจ มีหน้าที่จัดการควบคุมแรงขับต่างๆ ประนีประนอมข้อขัดแย้งระหว่างแรงผลักดันจาก id กับ superego หรือความเป็นจริงภายนอก ego ทำหน้าที่เป็นไปตาม secondary process เป็นหลัก นั่นคือมีเหตุมีผล และสามารถรอคอย

c. Superego: เป็นส่วนของศีลธรรมหรือมโนธรรมที่ได้มาจากบิดามารดา เป็นตัวตัดสินว่าควรทำและไม่ควรทำสิ่งใด ฟรอยด์มองว่า superego เป็นผลมาจากการแก้ไข oedipal complex ในช่วงอายุ 5-6 ปีระหว่างพัฒนาการ Superego สามารถแบ่งออกเป็น
i. Conscience เป็นมโนธรรมที่คอยตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด
ii. Ego ideal เป็นอุดมคติที่เราอยากเป็น

Untitled-115.jpg

3. Psychosexual stages

a. Oral stage (0-1 ปี) เป็นช่วงที่เด็กใช้ปากเป็นหลักในการรับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆ เด็กจะแสวงหาความพอใจโดยใช้ปากไม่ว่าจะเป็นการกินนมแม่ ดูดนิ้ว หรือนำสิ่งต่างๆเข้าปาก หากแม่เลี้ยงดูโดยให้ความรักความอบอุ่นอย่างเหมาะสม เด็กก็จะไว้วางใจแม่และโลกภายนอกต่อไปในอนาคต แต่ถ้าหากแม่ไม่ตอบสนองต่อเด็กเวลาที่เด็กต้องการ เช่น หิว หรือขับถ่าย เด็กจะมีการติดอยู่ที่ขั้นพัฒนาการนี้ โดยจะเป็นคนที่พึ่งพาผู้อื่น ต้องการที่จะได้รับความสนใจจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ระยะนี้เป็นช่วงที่เด็กจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะแยกแยะตนเองออกจากมารดาและโลกภายนอก

b. Anal stage (1-3 ปี) เด็กเริ่มเรียนรู้ถึงแรงกดดันที่ต้องการจะขับถ่ายและเริ่มมีความสามารถที่จะควบคุมการขับถ่ายได้ หากพ่อแม่มีการฝึกการขับถ่ายของเด็กได้อย่างเหมาะสม ไม่เข้มงวดเกินไป จะทำให้เด็กโตขึ้นเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง แต่ถ้าหากพ่อแม่เข้มงวดในการฝึกการขับถ่ายมาก หรือฝึกตั้งแต่เด็กยังไม่พร้อม จะทำให้เด็กโตขึ้นเป็นคนเจ้าระเบียบ รักความสะอาดมากเกินไป ย้ำคิดย้ำทำ

c. Phallic stage (3-6 ปี) เด็กเริ่มรับรู้ว่าตนเป็นเพศหญิงหรือชาย ในช่วงนี้เด็กจะให้ความสนใจทางด้านเพศมาก และเป็นระยะที่สำคัญที่มี oedipal complex เกิดขึ้นโดยเด็กจะสนใจพ่อแม่เพศตรงกันข้าม มีการแข่งขันกับพ่อแม่เพศเดียวกัน เพื่อแย่งความสนใจจากพ่อแม่เพศตรงข้าม ในที่สุด เด็กจะเรียนรู้ว่าตนไม่สามารถจะสู้กับพ่อแม่เพศเดียวกันได้ หวาดกลัวว่าจะถูกพ่อแม่เพศเดียวกันทำร้าย จึงหันไปเลียนแบบ รับเอาบทบาท ค่านิยม มโนธรรม จากพ่อแม่เพศเดียวกันแทน เด็กที่ติดอยู่ที่ระยะนี้ จะยังคงมีจินตนาการเกี่ยวกับการรักพ่อแม่เพศตรงกันข้ามและเป็นปรปักษ์กับพ่อแม่เพศเดียวกันอยู่ ทำให้ไม่สามารถเลียนแบบค่านิยม มโนธรรมมาได้ กลายเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมได้

d. Latency stage (6-12 ปี) ระยะนี้แรงขับดันทางเพศสงบลง เนื่องจาก ego function พัฒนาขึ้นทำให้สามารถควบคุมแรงขับดันได้ดีขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กจะสนใจเพื่อนเพศเดียวกัน และมีการเปลี่ยนแรงขับต่างๆออกเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ การเล่น และสำรวจโลกภายนอก เป็นระยะที่มีการพัฒนาของทักษะต่างๆมากมาย ถ้าหากในระยะนี้เด็กถูกบังคับให้อยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์จากครอบครัวหรือจากโรงเรียนที่เข้มงวดเกินจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ย้ำคิดย้ำทำและเคร่งครัดเกินไปได้ ไม่ยืดหยุ่นได้

e. Genital stage (12 ปี – วัยผู้ใหญ่) เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาทางด้านเพศ ระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้นทำให้แรงขับทางเพศกลับมาสูงขึ้นอีก การที่แรงขับเพิ่มขึ้นนี้ทำให้มีการย้อนกลับไปยังระยะก่อนๆที่ยังพัฒนาไม่ดีได้อีกครั้งและเปิดโอกาสให้บุคคลได้มีการแก้ไขปม (conflict) ในวัยเด็กในบริบทที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ระยะวัยรุ่นนี้เป็นระยะที่เด็กเริ่มต้องการความเป็นอิสระ ต้องการเป็นตัวของตัวเอง และเป็นระยะมีการปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นที่ยอมรับจากสังคม

4. กระบวนการคิด (Thought process)

a. Primary process เป็นกระบวนการคิดที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึก เป็นการคิดแบบเด็กๆที่ไม่สนใจเหตุผลความเป็นจริงภายนอก ต้องการการตอบสนองทันที ไม่สามารถรอคอยได้ คำนึงถึงความสุขความพอใจเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตามมา (pleasure principle)

b. Secondary process เป็นกระบวนการคิดในระดับจิตสำนึกและจิตก่อนสำนึก เป็นการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง (reality principle) สามารถรอคอยได้และคำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมา

5. กลไกการเกิดอาการ (Symptom formation)

โดยปกติแล้ว แรงผลักดันต่างๆภายในจิตใจ จะมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา เช่น แรงผลักดันจาก id ถูกต่อต้านโดย superego เนื่องจากเป็นสิ่งที่ superego ยอมรับไม่ได้ ความขัดแย้งเหล่านี้เรียกว่า conflict
เมื่อมีความขัดแย้ง (conflict) เกิดขึ้นในจิตใจ จะทำให้จิตใจเสียสมดุล ทำให้ ego ต้องมาแก้ไขประนีประนอม โดยใช้กลไกทางจิต (defense mechanism)ต่างๆ กลไกทางจิตที่ใช้อันแรกได้แก่ repression (การเก็บกด) หากเก็บกดได้สำเร็จ แรงผลักดันจาก id ก็จะอยู่ในจิตไร้สำนึกตามเดิม ทำให้เกิดสมดุล แต่ถ้าความขัดแย้งมีมาก การเก็บกดไว้ไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าสู่สมดุล ego จะใช้กลไกทางจิตแบบอื่นๆมาช่วยเพื่อเป็นการประนีประนอมให้แรงผลักดันจาก id ได้แสดงออกมาให้รูปแบบที่ปรับเปลี่ยนไป เพื่อให้จิตใจเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง

6. กลไกทางจิต (Defense mechanisms)

a. Repression: การเก็บกดสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ความคิด หรือความต้องการ ไว้ในจิตไร้สำนึก เช่น ผู้ป่วยจำไม่ได้ว่าถูกคนข้างบ้านข่มขืนในวัยเด็กจนแม่เล่าให้ฟัง

b. Denial: การปฏิเสธสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับความจริงที่เจ็บปวด เช่น ไม่เชื่อว่าลูกตนเองประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือ ไม่ยอมรับว่าผลเลือดเป็นบวก

c. Projection: การโยนสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ไปยังบุคคลภายนอก เช่น ไม่ยอมรับว่าผลเลือดเป็นบวก คิดว่าแพทย์ตรวจผิด ใช้อุปกรณ์ตรวจหมดอายุ โรงพยาบาลกลั่นแกล้ง หรือ สามีมีความต้องการทางเพศกับผู้หญิงอื่น แต่ยอมรับไม่ได้ แสดงออกเป็นอาการหึงหวงภรรยา คิดว่าภรรยานอกใจ

d. Introjection: การรับเอาภาพหรือลักษณะของบุคคลที่มีความสำคัญเข้ามาไว้ภายในจิตใจ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการ เพราะทำให้ไม่ต้องกังวลว่าบุคคลที่สำคัญเช่น มารดา นั้น จะสูญหายไป ตรงกันข้ามกับ projection

e. Displacement: การเปลี่ยนแรงขับไปยังบุคคลหรือสิ่งอื่นที่จะเกิดผลเสียน้อยกว่า โดยที่ลักษณะของแรงขับนั้นยังคงเดิม เช่น ภรรยาถูกเจ้านายตำหนิ รู้สึกโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงกลับบ้านไปด่าสามีที่บ้านแทน ซึ่งทำให้ภรรยาสามารถแสดงอารมณ์โกรธที่มีนั้นออกมาได้

f. Reaction formation: การเปลี่ยนแรงขับที่ยอมรับไม่ได้ไปในทางตรงกันข้าม เพื่อที่จะเก็บกดแรงขับเดิมไว้ในจิตไร้สำนึก เช่น บอกใครๆว่าตนเองเกลียดเกย์ แต่จริงๆแล้วชอบผู้ชาย

g. Rationalization: การใช้เหตุผลมาอธิบายสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เช่น นักศึกษาทำข้อสอบไม่ได้ จึงให้เหตุผลกับตนเองว่าที่ทำไม่ได้เพราะข้อสอบยากเกินไป เนื้อหาไม่ตรงกับหลักสูตร เป็นเรื่องปกติที่จะทำไม่ได้ คนที่ทำได้สิผิดปกติ

h. Intellectualization: การอ้างถึงหลักการต่างๆเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่สบายใจ เช่น นักศึกษาทำข้อสอบไม่ได้ ออกมาจึงนั่งวิเคราะห์โครงสร้างของข้อสอบ ทบทวนรูปแบบการอ่านหนังสือของตนว่าผิดพลาดตรงไหน

i. Isolation (Isolation of affect): การแยกอารมณ์ที่เกิดร่วมกับความคิดหรือเหตุการณ์ออกมาแล้วเก็บกดไว้ เช่น พูดถึงเรื่องที่ถูกแฟนทิ้งด้วยสีหน้าเฉยเมย เมื่อถามความรู้สึกก็บอกว่าเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร

j. Overcompensation: การพยายามเอาชนะสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าขาดแคลน ซึ่งสิ่งนั้นอาจเป็นจริงหรือคิดขึ้นเองก็ได้ โดยทำให้เป็นสิ่งตรงข้ามที่มากเกินไป เช่น ผู้ป่วยที่ซึมเศร้า รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ใช้ overcompensation ทำให้เกิดอารมณ์ครื้นเครง พูดมาก ทำกิจกรรมต่างๆมากมาย รู้สึกว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น

k. Fantasy: การใช้จินตนาการเพื่อหลีกหนีจากความขัดแย้งในจิตใจ อาจปกติ เช่น การฝันกลางวันถึงวันหยุดพักร้อนที่กำลังจะมาถึงในขณะที่นั่งทำงานหนักอยู่ แต่หากจินตนาการนั้นมากเกินไปจนเข้ามาแทนที่ความเป็นจริงหรือทำให้ผู้ป่วย สูญ เสียประสิทธิภาพในการทำงานหรือเสียความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นก็ถือว่าผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยหญิงที่รู้สึกว่าตนต่ำต้อยอาจใช้จินตนาการ (fantasy) ทำให้มีความคิดหลงผิดคิดว่ามีผู้ชายที่สถานะสูงกว่ามาชอบพอรักใคร่แบบลับๆ

l. Undoing: เกิดจากมีความคิดแบบ magical ที่ผู้ป่วยยอมรับความคิดนั้นไม่ได้ จึงมีการแก้ไขชดเชยโดยการกระทำที่หักล้างกับความคิดนั้น เช่น นายเอมีความคิดแบบ magical ว่า หากมือจับสิ่งสกปรก บิดาจะเสียชีวิต นายเอจึงพยายามลบล้างความคิดนั้นโดยการล้างมือซ้ำๆ มักพบในโรคย้ำคิดย้ำทำ

m. Regression: การถดถอยกลับไปยังระดับของพัฒนาการก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นระดับใดขึ้นกับความขัดแย้ง (conflict) และการติดขัด (fixation) ในแต่ละระยะของบุคคลนั้น เพื่อจะหลีกหนีปัญหาที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ ช่วงที่รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จากเดิมเป็นหัวหน้าครอบครัวก็กลายเป็นคนพึ่งพิง เรียกร้องความสนใจจากภรรยาและลูกๆ ต้องการให้มีคนเฝ้าดูแลอยู่ตลอดเวลา แต่หลังจากหายดีก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเหมือนเดิมได้

n. Acting out: การแสดงออกมาเป็นการกระทำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกความต้องการที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึก เช่น ผู้ป่วยที่โกรธมารดา อาจแสดงออกมาเป็นการหนีเรียน เที่ยวเตร่ ใช้เงินฟุ่มเฟือย โดยที่ไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมเกิดมาจากความต้องการที่จะทำร้ายมารดาในจิตใต้สำนึก

o. Sublimation: การเปลี่ยนแรงขับให้ออกมาในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น ในวัยเด็กชอบความรุนแรงก้าวร้าว โตขึ้นจึงไปเป็นนักมวย

p. Suppression: การเก็บกดสิ่งที่ไม่สบายใจไว้ในระดับจิตสำนึก เช่น นักศึกษาทำข้อสอบไม่ได้ ออกมาจึงคุยกับเพื่อนว่าไม่เป็นไร กังวลไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไปดูหนังกันดีกว่า

อ้างอิงจาก

1. A Practical Handbook of Psychiatry, Joseph R. Novello, Charles C. Thomas 1974

2. Kaplan & Sadock’s Synopsis of Psychiatry: behavioral sciences, clinical psychiatry, 9th edition, Sadock, Benjamin J. , Lippincott Williams and Wilkins 2003

3. Psychiatry Board Review Series, 2nd edition, Roderick Shaner , Lippincott Williams and Wilkins 2000

4. Psychodynamic Psychiatry in Clinical Practice, 4th edition, Glen O. Gabbard,American Pychiatric Publishing, Inc. 2005

5. Review of General Psychiatry,5th edition , Howard H. Goldman, Lange Medical Books/McGraw-Hill 2000

6. จิตบำบัดในการปฏิบัติงานจิตเวชทั่วไป, จันทิมา องค์โฆษิต, ยูเนี่ยน ครีเอชั่น 2545

7. จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 , มาโนช หล่อตระกูล และ ปราโมทย์ สุคนิชย์, บียอน เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด 2548

8. ตำราจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น พญ. วินัดดา ปิยะศิลป์ และ นพ.พนม เกตุมาน, บียอน เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด 2545

บทวิเคราะห์ทฤษฎีกับการสื่อสารเพื่อจัดการความขัดแย้ง

การเข้าใจทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ฟรอยด์ ทำให้ทราบระดับการรับรู้ของจิตใจ โครงสร้างของจิตใจ และกลไกของจิตซึ่งผลักดันให้แสดงออก ซึ่งในบางครั้ง หากให้จิตส่วนไร้สำนึก คือ id และ super ego ระดับจิตไร้สำนึก ทำงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการใช้ ego หรือ super ego ในระดับของจิตสำนึก มาช่วยก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย ดังนั้น ควรนำหลักการการสื่อสารที่เรียกว่า STLC มาใช้ในการจัดการความขัดแย้ง คือ

S = Stop คือ เมื่อเราเกิดความขัดแย้ง สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การหยุด ยังไม่ควรตอบโต้ในทันที ไม่ควรจัดการความขัดแย้งในขณะที่อารมณ์ไม่ดีอยู่ เพราะอาจจะทำให้ความขัดแย้งนั้น บานปลายจนหาจุดจบไม่ได้ หรือผลที่ได้อาจไม่เป็นที่พึงใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย

T= Think คือหลังจากหยุดแล้ว ควรคิดวิเคราะห์ สถานการณ์ความขัดแย้งนั้น
วิเคราะห์ตัวเอง ให้รู้เป้าหมายของตนเอง ว่าตนเองต้องการอะไร รูปแบบการจัดการความขัดแย้งของตนเองเป็นอย่างไร
วิเคราะห์ว่าความขัดแย้งนั้น ควรจัดการหรือไม่
วิเคราะห์คู่กรณี ประเมินว่าคู่กรณีต้องการอะไร คู่กรณีมีความเชื่อ ทัศนคติ บุคคลิกลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร
ประเมินสาเหตุของความขัดแย้ง ว่ามาจากอะไร ความแตกต่างทางการสื่อสาร ทางโครงสร้าง หรือลักษณะนิสัย
วิเคราะห์รูปแบบในการจัดการความขัดแย้ง ว่าควรเลือกรูปแบบใดมาใช้
เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการจัดการความขัดแย้งนั้น ๆ ให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และเหมาะกับสถานการณ์ความขัดแย้งนั้น ๆ

L = Listen คือ ฟังอย่างตั้งใจ ฟังให้ทราบเนื้อหาให้ครบถ้วน ให้เข้าใจอารมณ์ ทัศนคติ ของเขา

C = Communication คือ เลือกวิธีการสื่อสารว่าควรสื่อสารอย่างไร และทำตามนั้น

การใช้ STLC นั้น เป็นการดึง ego ซึ่งอยู่ในส่วนของจิตสำนึก ซึ่งเป็นส่วนที่มีเหตุมีผล มีมโนธรรม มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ปล่อยให้จิตไร้สำนึก เข้ามาควบคุมการแสดงออก ซึ่งอาจเป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นได้

Case ตัวอย่างเรื่องความขัดแย้งในองค์กร

ตัวละครทั้งหมดมีดังนี้

1. นายลำเอียง (เป็นผู้จัดการฝ่าย HR)
2. น.ส.ใกล้รุ่ง (เป็นพนักงานฝ่าย HR)
3. น.ส.ให้ท้าย (เป็น Manager Marketing Planner)
4. น.ส.ต้องรัก (เป็น Senior Marketing Planner)

เรื่องของเรื่องเกิดจาก น.ส.ต้องรัก ได้โทรไปสอบถามเรื่องสวัสดิการพนักงานว่า หากในปีที่ผ่านมา 2552 ตนเองยังไม่ได้ทำการเบิกสวัสดิการใด ๆ เลย จนกระทั่งเวลาได้ผ่านล่วงเลยมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว น.ส.ต้องรัก จึงนึกขึ้นมาได้ว่าอยากได้สวัสดิการของปี 2552 ที่ยังไม่ได้เบิก จึงจัดแจงไปหาเรื่องใช้สวัสดิการโดยการไปรักษาฟันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ 3,000 บาท และได้ทำการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ทำการออกบิลใบเสร็จว่าสามารถลงวันเดือนปีที่ออกบิลใบเสร็จให้เป็นของปี 2552 ได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ร้านทำฟันจึงตอบกลับมาว่าทำไม่ได้เพราะบิลใบเสร็จทุกใบมีหมายเลขกำกับอยู่จึงไม่สามารถเขียนย้อนหลังให้ได้ น.ส.ต้องรักจึงจำเป็นต้องหาทางอื่น เพื่อให้ได้สวัสดิการของปี 2552 มา โดยการนำบิลใบเสร็จที่ร้านทำฟันออกให้มาทำการ Copy และปลอบลายเซ็นต์ และวันเดือนปีให้เป็นปี 2552 โดยไม่ได้คิดว่าจะมีการตรวจสอบเกิดขึ้นและคิดว่าเป็นเงินเพียง 3,000 บาทเท่านั้น (ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดกฏบริษัทและถือเป็นการทุจริต) หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ น.ส.ใกล้รุ่ง ได้โทรหา น.ส.ต้องรัก และทำการสอบถามถึงเอกสารที่ส่งมา ในตอนแรกของการสนทนา น.ส.ต้องรัก ไม่ยอมรับว่าตนปลอบแปลงเอกสารและยืนยันเสียงแข็งว่าตนได้ไปรักษาฟันที่ร้านดังกล่าวในวันเดือนปีนั้นจริง ๆ จนกระทั่งตอนบ่ายของวันเดียวกันนั้น น.ส.ใกล้รุ่ง จึงเดินมาเพื่อบอกกับ น.ส.ต้องรัก ว่าได้โทรไปสอบถามที่ร้านทำฟันเรียบร้อยแล้วและไม่มีการรักษาในรายการดังกล่าวอย่างที่เขียนมาในเอกสาร น.ส.ต้องรัก จึงยอมรับสารภาพว่าเป็นคนปลอมเอกสาร แต่ น.ส.ใกล้รุ่ง ไม่ยอมให้เรื่องจบลงตรงแค่การรับสารภาพเท่านั้น แต่บอกว่ามะรืนนี้จะยื่นเรื่องให้ผู้ใหญ่ทำการสอบสวนและพิจารณาการกระทำครั้งนี้เพราะถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรง และ น.ส.ต้องรัก เป็นถึง Senior แล้วจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อพนักงานชั้นล่างลงไป ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น

คืนนั้น น.ส.ต้องรักจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปบอกเรื่องนี้ให้ น.ส.ให้ท้าย (ผู้เป็นหัวหน้า) ได้ทราบเรื่องก่อน และวันต่อมา น.ส.ใกล้รุ่ง ก็นำเรื่องนี้มาบอกกับ น.ส.ให้ท้าย เพื่อให้รู้ถึงพฤติกรรมของ น.ส.ต้องรัก (ผู้เป็นลูกน้อง) แต่ น.ส.ให้ท้าย บอกว่าทราบเรื่องแล้วเพราะ น.ส.ต้องรัก โทรมาบอกเพื่อสารภาพผิดแล้ว แต่ น.ส.ใกล้รุ่ง ยังยืนยันที่จะทำหนังสือถึงผู้ใหญ่ให้ดำเนินการพิจารณาไล่ออก น.ส.ให้ท้าย จึงพูดกับ น.ส.ใกล้รุ่ง ว่าให้จบเรื่องลงแค่นี้ได้มั๊ยพี่จะทำการลงโทษเด็กของพี่โดยการว่ากล่าวตักเตือนเองเพราะถือเป็นความผิดครั้งแรก น.ส.ใก้รุ่ง ไม่พอใจจึงนำเรื่องนี้เข้าไปรายงาน นายลำเอียง (ผู้เป็นหัวหน้าของตนเอง) ให้ทราบ แต่นายลำเอียง กลับตอบมาว่า น.ส.ต้องรัก ไม่เคยทำทุจริตมาก่อนเลย เรื่องนี้ผมขอไม่ยุ่ง ให้หัวหน้าของเค้าจัดการเองแล้วกัน เรื่องจึงจบลงตรงนี้

วิเคราะห์

น.ส.ต้องรัก เป็น Primary process เป็นกระบวนการคิดที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึก เป็นการคิดแบบเด็กๆที่ไม่สนใจเหตุผลความเป็นจริงภายนอก ต้องการการตอบสนองทันที ไม่สามารถรอคอยได้ คำนึงถึงความสุขความพอใจเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตามมา เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับบุคคลหลายฝ่าย ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีในองค์กร แต่แน่นอนต้องเกิดความบาดหมางในจิตใจและอคติขึ้นกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่า น.ส.ต้องรัก จะไม่ถูกไล่ออกก็ตาม

Psychodynamic Theory ช่วยให้เรารับรู้และวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคมได้ พฤติกรรมของผู้ไร้จิตสำนึกที่กระทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่รู้ว่าผิดและอาจเกิดผลกระทบทั้งตนเองและผู้อื่นได้ เหตุผลของการกระทำนั้น ๆ ความมุ่งหมายของการกระทำ แรงขับให้เกิดการกระทำนั้น ๆ ออกมา และการจัดการกับความขัดแย้งดังเช่นในกรณีตัวอย่าง ต้องอาศัยเรื่องของจิตใต้สำนึกเข้าช่วย กล้าในการที่จะกล่าวคำว่า ขอโทษ กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและให้ความช่วยเหลือทุกคน จนถึง น.ส.ใกล้รุ่ง ด้วยเพราะตามหน้าที่แล้ว น.ส.ใกล้รุ่ง ทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุดให้กับองค์กรแล้ว แต่ยังต้องพบกับความลำเอียงของหัวหน้าตนเองที่เข้าข้างผู้กระทำความผิด จะมากหรือน้อยในความรู้สึกของ น.ส.ใกล้รุ่ง เองย่อมเสื่อมศรัทธาในผู้บังคับบัญชาของตน และอาจเล่าเรื่องนี้บอกต่อผู้อื่นในองค์กรจนพากันนินทาไปทั่ว เรื่องราวเหล่านี้หรือเรื่องที่ใกล้เคียงกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในองค์กรต่าง ๆ และเรามักได้ยินคำว่ากล่าวกันบ่อย ๆ ว่า "ไร้จิตสำนึก" มันกลายเป็นคำที่นิยมใช่ว่ากล่าวกันจนติดปากไปแล้วในสังคมไทย จริงอยู่ที่คนเราเกิดมามีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องของฐานะครอบครัว ฐานะทางสังคม การเลี้ยงดู ความสัมพันธ์ในครอบครัว ระดับการศึกษา แต่หากคนในสังคมอีกหลายคนมีคำว่า "จิตใต้สำนึก" คิดก่อนทำสักนิด ความขัดแย้งและความรุนแรงต่าง ๆ คงลดน้อยลงได้ และอย่ามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหรือสิ่งที่เรากำลังจะกระทำลงไปว่ามันคือสิ่งเล็กน้อย เพราะสิ่งเล็กน้อยในความคิดของเราอาจเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครอีกหลายคน

เมื่อเราได้เรียนรู้ในเรื่องของทฤษฏีPsychodynamic Theory แล้วจะทำให้การจัดการความขัดแย้งง่ายขึ้น เพราะเราสามารถมองย้อนกลับไปที่ประสบการณ์ที่ผ่านมาของคนแต่ละคนได้ตามเหตุและผลที่ควรจะเป็น อายุเท่าไหร่ต้องการอะไร ฐานะทางสังคมอยู่ในระดับไหน ต้องการคำพูดแบบไหน อ่อนน้อม หรือทั่วไป จะจบความขัดแย้งด้วยวิธีใด แน่นอนความขัดแย้งของคนต่างวัยย่อมต่างการสื่อสาร และการจัดการกับความขัดแย้งของคนมีจิตใต้สำนึก กับ คนไร้จิตสำนึก ก็ย่อมแตกต่างกัน ใช้วิจารณญาณจากคุณสมบัติและพื้นฐานการดำรงชีวิตของ เข้ามาช่วยให้เราได้เรียนรู้เขาให้มากที่สุดก่อนลงมือจัดการกับความขัดแย้งและเราจะรู้ว่า สื่อสารอย่างไรจะจัดการกับความขัดแย้งได้ดีที่สุด แต่ในบางครั้งการกระทำเพื่อให้เกิดความขัดแย้งของบุคคลอาจไม่ได้มาจากพื้นฐานหรือประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้ ต้องพิจารณาถึงเหตุผลและสถานะที่บุคคลเป็นอยู่ในขณะนั้นร่วมด้วย และสมควรต้องวิเคราะห์ให้ลึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำนั้น ๆ ด้วย ถึงแม้ช่วงของระดับชีวิตจะทำให้เราเรียนรู้คนได้ในระดับหนึ่งก็ตาม ไม่มีใครสามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้อื่นได้ ดังนั้น ทฤษฏีนี้จึงเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งที่เข้าร่วมด้วยในการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและนำไปสู่การสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสมกับการจัดการความขัดแย้งในเรื่องนั้น ๆ
***
จากสุนทร อุษาบริสุทธิ์
อ่าน case แล้ว ผมเห็นว่าตัวอย่างดีมากครับเพราะเป็นเรื่องที่เราพบเห็นอยู่ตลอดไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงของอาชีพรับราชการหรือทำงานเอกชน มีการทุจริตแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจกันทั้งนั้น เมื่อหลายปีก่อนเราจะเคยได้ยินคำว่า" ทำความผิดโดยสุจริตใจ หรือทุจริตเชิงนโยบาย " หรืออีกมายมายจนถึงปัจจุบันเราก็ได้ยินคำว่า " สองมาตรฐาน " สิ่งเหล่านี้เกิดจากความคิดที่ว่า ความผิดครั้งแรก หรือ โดยไม่ได้เจตนา กันทั้งสิ้น แล้วความผิดหรือการหลงผิด หรือจิตไร้สำนึก หรือจิตใต้สำนึก เราเอาอะไรมาวัดกันแน่หรือเอาสภาวะการณ์ไม่แน่นอน (Uncertainty) มาใช้อธิบายกันแน่ว่าจะอ้างว่าเกิดจากความไม่แน่นอน ความไม่แน่ใจ แล้วสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร อย่าง case นี้ สรุปว่า น.ส.ใกล้รุ่ง กลายเป็นคนที่ถูกรังเกียจที่เป็นคนไม่ยอมหยุดเรื่องนี้หรือ หรือว่าสุดท้ายการเป็นคนที่ต้องรักษากฏระเบียบของบริษัทต้องกลายเป็นคนผิดไปสำหรับการมองผ่านกระจกของสังคมกันแน่ ผมไม่อาจสรุปได้เช่นกัน แต่ถ้าเราทุกคนยังสรุปไม่ได้เช่นกับผมแล้ว สังคมและประเทศของเราก็คงยังหาบทสรุปไม่ได้แน่นอน และจะอยู่ในภาวะความไม่แน่ใจต่อไปเรื่อยๆๆครับ

โดย สุนทร อุษาบริสุทธิ์
***

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License