ทฤษฎีการรับรู้ เกี่ยวข้องอะไรกับการสื่อสาร

"สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"

การรับรู้กับการสื่อสาร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง จะเห็นได้ว่าการรับรู้นั้น จะอยู่ในขั้นตอนแปลสัญญาณ (Media Encoding) ถ้าผู้แปลสัญญาณได้ความหมายผิดไปจากที่ผู้ส่งสัญญาณแล้ว ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความเข้าใจผิด และเกิดความขัดแย้งกันได้ ก่อนที่เราจะดูตัวอย่างว่าการรับรู้ กับการสื่อสารเกี่ยวข้องกันอย่างไรนั้น เราจะขอเอ่ยถึงเรื่องทฤษฎีกันก่อนเพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจ ก่อนที่จะนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์กรณีศึกษาต่อไป โดยทฤษฎีที่เราสนใจก็คือ “ทฤษฎีการรับรู้/กำหนดรู้” (Perception Theory) เราจะขอขยายความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎี และเนื้อหาของทฤษฎีดังต่อไปนี้
อันคำว่า “การรับรู้/กำหนดรู้” หรือภาษาอังกฤษว่า “Perception ” นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษลาตินว่า “Perceptio” หรือ “Percipio” แปลว่า การได้มา การเก็บรวบรวม อาการซึ่งแสดงถึงการครอบครอง การเข้าใจผ่านจิตใจ หรือประสาทสัมผัส (receiving, collecting, action of taking possession, apprehension with the mind or senses) ซึ่งก็หมายความว่า ก่อนที่เราจะเข้าใจหรือแปลความหมายต่อเรื่องใดๆ แล้วไซร้ เราจะต้องได้รับสิ่งกระตุ้น (ไม่ว่าจะจากภายนอก หรือภายในจิตใจตนเอง) ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราจะขอยกตัวอย่างสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งแน่นอนว่า การแปลความ ตีความต่อสิ่งกระตุ้นของแต่ละคนนั้น อาจจะมีความเหมือน หรือแตกต่างกันไปได้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น
• ตัวอย่างของการรับรู้ผ่านการมองเห็น เรามีตัวอย่างมากมายให้ดูว่า การรับรู้ผ่านทางการมองเห็นนั้น มีการบิดเบือนได้ ดังตัวอย่างรูปที่แสดงต่อไปนี้
คุณเห็นหญิงสาว หรือว่าหญิงชรากันหล่ะ?

18914d1240514260-did-you-see-jesus-optical-illusion-illusion-1-.jpg

คุณเห็นภาพอย่างอื่นในภาพทิวทัศน์นี้หรือไม่ คิดไปเองหรือเปล่า?

face-black-and-white-optical-illusion.jpg

• ต่อมา การรับรู้ผ่านการได้ยิน ซึ่งก็เป็นอีกสึ่งหนึ่งที่ทำให้เรามักจะเกิดการเข้าใจผิด หรือสื่อสารกันผิดพลาด และเกิดความคับข้องหมองใจกับผู้ที่เราจะสื่อสารด้วยได้เช่นกัน โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างชาย กับหญิง โดยจะขอนำตัวอย่างที่ได้มาจากเว็บไซต์มาแสดงให้ดูพอได้ความรู้ และความบันเทิงไปในที
9 ประโยคกำกวมของผู้หญิง ที่พึงระวัง
1. ดี,โอเค๊ คำนี้ผู้หญิงใช้ปิดการโต้เถียงตอนที่เธอมั่นใจว่าเป็นฝ่ายถูก และคุณต้องหุบปากซะ
2. ห้านาทีนะ ถ้าหล่อนกำลังแต่งตัว นี่จะหมายถึงชั่วโมงครึ่ง แต่ห้านาทีก็คือห้านาทีจริงๆ ถ้าเธอเพิ่งยอมให้คุณดูบอลต่ออีกห้านาทีแล้วค่อยไปช่วยเธอทำงานบ้าน
3. ไม่มีไร นี่คือความสงบก่อนพายุจะเข้า มันแปลว่า"มีอะไร"แน่ ๆ ขอให้เตรียมตัวได้เลย การโต้เถียงที่เริ่มด้วย "ไม่มีไร" มักจะไปจบลงที่ "ดี,โอเค"
4. ก็เอาดิ,เอาเลย,ทำเลย นี่เป็นคำท้า ไม่ใช่คำอนุญาต อย่าทะลึ่งทำเป็นอันขาด!
5. ทำเสียง ชิ,ฮึ,จึ๊ ฯลฯ ออกมาดัง ๆ มันมีความหมายแน่นอน แต่เสียงแปลกๆกลุ่มนี้ มักทำผู้ชายเข้าใจผิด เพราะเสียงพวกนี้หมายความว่าเธอกำลังคิดว่าคุณทำตัวซื่อบื้อเหลือทน และไม่เข้าใจว่าจะมาเสียเวลายืนเถียงกับคุณเรื่อง"ไม่มีไร"แบบนี้ทำไม (กลับไปดู "ไม่มีไร" ที่ข้อ 3)
6. ไม่เป็นไร นี่คือสถานะอันตรายสุด ๆ ที่ผู้หญิงจะมีต่อผู้ชายแล้ว "ไม่เป็นไร"แปลว่าเธอต้องคิดดูก่อนอย่างนานและอย่างหนักว่าคุณต้องชดใช้อะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ในความผิดที่คุณก่อไว้
7. ขอบคุณ ถ้าผู้หญิงขอบคุณ อย่ามีคำถาม อย่ามัวทำเฉย ตอบรับคำเขาไปดี ๆ (แต่ขอเพิ่มหน่อยว่าถ้าผู้หญิงพูดว่า "ขอบคุณมาก" อันนี้ประชดเต็มดอก เธอไม่ได้ขอบคุณอะไรเลย อย่าได้ทะลึ่งตอบรับ ไม่งั้นคุณจะเจอกับ "เออ เอาเหอะ"
8. เออ เอาเหอะ เป็นวิธีที่เจ้าหล่อนจะพูดกับคุณว่า ไอ้เห….ย!
9. อย่าห่วงเลย,อือ เข้าใจละ อีกหนึ่งสถานะอันตราย หมายความว่านี่คือบางอย่างที่เธอบอกให้คุณทำมาหลายครั้งละ แต่คราวนี้เธอจะทำเอง ซึ่งเดี๋ยวคุณก็จะถามว่า "เป็นไรอะ" แล้วคุณก็จะเจอกับข้อ 3.
• การรับรู้ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการดมกลิ่น ตัวอย่างนี้ ถ้าจะยกให้ใกล้ตัว คงต้องยกเคสกรณีของผลไม้เนื้อทองมีหนาม นั่นก็คือ ทุเรียนนั่นเอง หลายครั้ง หากว่าคุณได้ซื้อทุเรียนแล้วเก็บเอาไว้ในรถ ถ้าหากว่าเพื่อนของคุณขึ้นรถมาด้วย อาจจะเข้าใจผิดได้ว่า กลิ่นที่โชยเข้าจมูกนั้น เป็นกลิ่นผายลม หรือเปล่า นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ แต่ใกล้ตัวของการรับรู้เรื่องกลิ่นที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน
• การรับรู้ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการรับรสชาด ตัวอย่างนี้ เห็นได้บ่อยบนโต๊ะอาหาร โดยเฉพาะเกี่ยวกับของหวาน หรือผลไม้ ถ้าหากว่าเราทานผลไม้ หรือขนมที่หวานมากๆ เข้าไปแล้ว และไปอาหารที่หวานรองลงมา เราจะรู้สึกว่าอาหารนั้นจืดไปทันที ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้ว อาหารนั้นมีรสชาดหวาน (เช่น ทานทองหยอด แล้วไปทานแตงโมต่อ จะรู้สึกว่าแตงโมจืด ไม่มีรสชาด)
• การรับรู้ที่ผิดพลาดผ่านทางสัมผัส ส่วนนี้มีความใกล้เคียงกันกับการรับรู้เรื่องอวจนภาษามาก เพราะมีความแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรมค่อนข้างชัดเจน เช่น การลูบหัว ถ้าเป็นวัฒนธรรมไทย คงจะเป็นการดูก้าวร้าว หรือล่วงเกิน แม้แต่กับเพื่อนกันเอง เวลาที่จะปลอบใจเพื่อน ก็คงจะหายากที่จะเห็นเพื่อนลูบหัวเพื่อน เพื่อปลอบใจ แตกต่างกับวัฒนธรรมของต่างประเทศ ขอยกตัวอย่างประเทศอเมริกา เวลาเพื่อนเศร้า หรือทุกข์ เราจะเห็นว่า ในบางกรณีแล้ว เค้าจะลูบหัว เพื่อส่งสัญญาณว่าเป็นห่วง หรือจะบอกเพื่อนว่า “ไม่เป็นไรนะ” ได้
• ขอเพิ่มเติมเรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษากาย ซึ่งมักจะเกิดความผิดพลาดได้มาก โดยเฉพาะการสื่อสารกับคนต่างวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น ชนพื้นเมืองในประเทศนิวซีแลนด์ เค้าจะทักทายกันด้วยการเอาจมูกมาชนกัน ถ้าเกิดว่าคุณเพิ่งที่จะประเทศนี้เป็นครั้งแรก และมีคนเอาจมูกมาชนจมูกคุณ คุณคงคิดว่า “คนนี้มันบ้า หรือ มันมาลวนลามกันอย่างนี้เลยหรือ” นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเข้าใจผิด จากการรับรู้เรื่องอวจนภาษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License